แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ €diT B¥ :: w e l $ p แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ €diT B¥ :: w e l $ p แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2551

ยีสต์ ... YeasT –>>

Yeast (ยีสต์) เป็นกลุ่มของ "ฟังไจ" เซลเดี่ยว (a group of single-celled (unicellular) fungi) ซึ่งบางสายพันธ์ (species) ถูกนำมาใช้ในการทำให้ขนมปังขึ้นฟู หรือใช้ในการหมักเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลชนิดต่างๆ ตลอดจนในปัจจุบันนี้นำมาใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือก/เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน เป็นต้น

ยีสต์ทั้งหมด เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใน Ascomycota division ยีสต์บางชนิดสามารถก่อให้เกิดโรคแก่มนุษย์ได้ เช่น Candida albicans เป็นต้น ปัจจุบันนี้ ได้มีการค้นพบยีสต์แล้วกว่าพันสายพันธ์ ยีสต์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยมกันมากในการนำมาใช้เพื่อการหมัก และผลิต ขนมปัง ไวน์ เบียร์ และสุรา คือ Saccharomyces cerevisiae

ยีสต์สายพันธ์ต่างๆ นั้น มีทั้งที่มีคุณสมบัติทางกายภาพ เป็นแบบต้องการออกซิเจน (aerobic) และไม่ต้องการออกซิเจน(anaerobic) ในสภาวะ/สิ่งแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจนนั้นยีสต์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในการหมัก โดยพลังงานจากยีสต์ทำให้น้ำตาลเปลี่ยนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และเอทานอล (แอลกอฮอล) ในขบวนการผลิตแอลกอฮอล (brewing) ทำให้ได้เอทานอลที่ถูกนำมาบรรจุขวดเพื่อการบริโภค ในขณะที่ ในการทำขนมอบนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้ขนมปังฟูขึ้นมา ส่วนเอทานอลนั้นระเหยไปในอากาศ

สมการที่แสดงการทำงานของยีสต์ คือ

C6H12O6 (น้ำตาลกลูโคลส, glucose) --------------> 2C2H5OH + 2CO2

วิธีการขยายพันธ์ของยีสต์ นั้น คือ (1) แบบไม่มีเพศ คือขยายพันธ์ค้วยการแตกหน่อจากต้นพันธ์ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่อำนวย เมื่อหน่อใหม่เจริญวัยจนเป็นยีสต์สมบูรณ์แล้ว มันก็จะแยกตัวออกจากต้นพันธ์เดิม ไปเป็นยีสต์ต้นใหม่ ต่อไป (2) แบบมีเพศ ด้วยการสร้างสปอร์ เกิดภายใต้สภาวะที่มีสารอาหารต่ำ ยีสต์ที่สามารถขยายพันธ์แบบมีเพศนั้น มีการสร้าง ascospores ยีสต์ที่ไม่สามารถผ่านขั้นตอนการขยายพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ/ครบวงจรของแบบมีเพศนั้น จะถูกจัดให้อยู่ใน genus Candida

ยีสต์หลายชนิดสามารถแยกอยู่อย่างเดี่ยวๆ ในผลไม้ที่อุดม/มีอยู่อย่างสมบูรณ์ ไปด้วยน้ำตาลตามธรรมชาติ ได้แก่ องุ่น แอปเปิ้ล และลูกท้อ หรือผลไม้ไทย ได้แก่ ลำไย และผลไม้รสหวานทุกชนิด รวมทั้งอยู่ในพืชอุ้มน้ำต่างๆ หรือในต้นตะบองเพชร (plant saps or cacti) ยีสต์บางชนิดก็พบว่าอยู่รวมกับแมลง
วิธีสามัญหนึ่งในการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงยีสต์ เรียกว่า potato dextrose agar (PDA) หรือ potato dextrose broth โดยการนำหัวมันฝรั่งที่หั่นเป็นชิ้นแล้ว มาต้มกับน้ำในหม้อที่ปิด แล้วให้ความร้อน และความกดดัน (autoclaving) เป็นเวลา 5-10 นาที แล้วจึงเทของเหลวที่ได้ออกใส่ภาชนะอีกใบหนึ่ง ต่อมา ให้เติมน้ำตาลเดกโตรส (กลูโคส) ประมาณ 10 กรัม/ลิตร ก็จะได้ผลผลิตที่สามารถไปใช้เป็นอาหารเพื่อการเพาะ/เลี้ยงยีสต์ ต่อไป

Saccharomyces cerevisiae เป็นสารต้นแบบของสิ่งมีชีวิตที่นักชีววิทยาได้นำมาใช้ในการทดลอง/ศึกษา เรื่องพันธุกรรมและโมเลกุล (genetics and molecular biology) กันอย่างกว้างขวาง
ส่วนในด้านการแพทย์นั้น ยีสต์สามารถนำไปใช้ในการรักษา แผลที่เกิดจากไฟไหม้ (burns) อาการบวมของริดสีดวงทวาร (hemorrhoids) และการเกิดบาดแผลต่างๆ (wounds) ได้ดี ส่วนงานวิจัยใหม่ๆ มีการนำ Saccharomyces cerevisiae มาใช้ในการรักษาผิวหน้าได้เช่นกัน ส่วนการให้ทำให้ยีสต์พวก Candida นั้น เกิดการหยุดการเจริญเติบโต/ขยายพันธ์ จะช่วยรักษาโรคท้องร่วง (diarrhea) และควบคุม/รักษาระดับโคลเลสเทอรอล (controlling cholesterol levels) ได้


L i n K :: http://209.85.175.104/search?q=cache:1AHCvlM4Ds8J:www.dmf.go.th/service/board/show_board.asp%3Fid%3D657+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C&hl=th&ct=clnk&cd=10&gl=th&lr=lang_th

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550

BIOGAS PROJECT o-0**

อาจารย์มาโนชหัวหน้าโครงงานฯ ได้เล่าถึงวิธีทดลองวิจัยจนมากลายเป็นผลงานชิ้นนี้ว่า...เริ่มด้วยการ หมักขยะอินทรีย์ปริมาณเท่ากัน 3 ชุดการ ทดลอง คือ เศษอาหาร, เศษผลไม้ และ ใบไม้สด นำเข้าเครื่องบดย่อยและปรับค่า pH ให้เป็นกลาง ผสมกับมูลวัวสดอันเป็นแหล่งจุลินทรีย์คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำลงในถังหมักแบบปิดที่จัดทำขึ้นเอง จากนั้นก็เพิ่มปริมาณขยะอินทรีย์เป็นระยะ โดยต้องใช้ไม้กวนหรือคนให้เข้ากันทุกวัน
“.....ให้ตรวจวัดค่า pH และอุณหภูมิที่เกิดขึ้นระหว่างการหมัก เมื่อหมักครบ 15 วัน วัดผลปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นจากหลอดระดับน้ำที่เชื่อมกับถังปิด โดยใช้หลักการแทนที่ของก๊าซ วัดระดับที่ลดต่ำลงของผิวน้ำในหลอดระดับน้ำ และทดลองก๊าซที่เกิดขึ้นว่าสามารถนำไปหุงต้มได้หรือไม่...”
จากการศึกษาทดลองการหมักอินทรีย์พบว่าต้อง ใช้เวลาถึง 15 วัน จึงจะเกิดก๊าซชีวภาพ ค่า pH อุณหภูมิของการหมักขยะอินทรีย์ทั้ง 3 ชนิด มีค่า pH เฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.8-6.9 และอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ในช่วง 28-29 องศาเซลเซียส
ส่วนปริมาณก๊าซชีวภาพจากการหมักขยะอินทรีย์วัดจากค่าความแตกต่างของระดับน้ำ ปรากฏว่า การหมักจากเศษอาหารปริมาณก๊าซชีวภาพ มากกว่าการหมักจากเศษผลไม้ และใบไม้สด คือ ระดับน้ำของถังหมัก ที่หมักจากเศษอาหารมีระดับน้ำเฉลี่ย 53 ซม.ระดับน้ำของถังหมักที่หมักจากเศษผลไม้มีระดับน้ำเฉลี่ย 42 ซม.ระดับน้ำของถังหมักที่หมักใบไม้สดมีระดับน้ำเฉลี่ย 7 ซม.
นอกจากนี้ การหมักจาก เศษอาหาร ยังเกิดกระบวนการขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เพราะว่า ถังหมักจากผลไม้มีความเป็นกรดก่อนเริ่มหมักสูง ต้องปรับ pH ด้วย NaOH ค่อนข้างมาก ส่วนถังหมักจากใบไม้ไม่ค่อยย่อยสลายจึงเกิดก๊าซชีวภาพน้อยมาก
ทั้งนี้ ในการเตรียมสภาพขยะอินทรีย์ ต้องคัดแยกสิ่งไม่เหมาะสมต่อการย่อยสลายของจุลินทรีย์ออกเสียก่อน เช่น กระดูกชิ้นใหญ่, ไม้จิ้มฟัน, ไม้เสียบลูกชิ้น, กระดาษทิชชู, ฝาน้ำอัดลม, พลาสติกและ ฯลฯ แล้วทำการบดย่อยให้มีขนาดเล็กที่สุด...
ต้นทุนที่ใช้ในการทำถังผลิตก๊าซชีวภาพอยู่ที่ 20,000 ถึง 40,000 บาท...ซึ่งคุ้มค่าในยุคปัจจุบันที่น้ำมันแพง รายละเอียดเพิ่มเติมจาก อาจารย์มาโนช แสงทอง โรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว (สาครกิจโกศล) อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ในเวลาราชการ.