“เมื่อความดันคงที่ปริมาตรของก๊าซใดๆ ที่มีมวลคงที่จะแปรผกผันกับความดันของก๊าซนั้นๆ”
V จะแปรผกผันกับ 1/P (เมื่อมวลและอุณหภูมิคงที่)
V = K/P
ดังนั้น PV = K
และจากสมการนี้สรุปได้ว่า "เมื่ออุณหภูมิและมวลของก๊าซคงที่ ผลคูณของความดันและปริมาตรของแก็สใดๆ จะกับค่าคงที่เสมอ"
V
................................
P1V1 = P2V2 = K
................................
*สูตรนี้ใช้ได้เมื่อมวลและอุณหภูมิของก๊าซคงที่เท่านั้น
V = ปริมาตรของแก็ส
P = ความดันของแก็ส
K = ค่าคงที่
..............................................
และแล้วเราก็โพส หุหุ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ By...Lassie*~ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ By...Lassie*~ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551
ปุ๋ยหมัก\/(- .. -;) *~
ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน
3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ
8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป
การใช้ประโยชน์กับพืชต่าง ๆ
วิธีการใช้ปุ๋ยหมักมีวิธีการดังนี้ (พิทยากร และคณะ, 2531: 8-11) ได้รายงานว่า สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ยหมักสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี ตามชนิดของพืชที่ปลูกโดยมีจุดประสงค์เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติ และเพื่อให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุดและเกิดการสูญเสียน้อย เนื่องจากปุ๋ยหมักที่ใช้มีปริมาณมากยากต่อการขนส่งและเคลื่อนย้าย วิธีการใส่ปุ๋ยหมักมีดังนี้คือ
1. ใส่แบบหว่านทั่วแปลง การใส่ปุ๋ยหมักแบบนี้เป็นวิธีการที่ดีต่อการปรับปรุงบำรุงดินเนื่องจากปุ๋ยหมัก
จะกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงปลูกพืชที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนมากจะใช้กับการปลูกข้าวหรือพืชไร่ หรือพืชผัก แต่อาจมีปัญหาในด้านจะต้องใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยหมัก อัตราของปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำอาจจะใช้สูตร16-16-8 ในอัตรา 15-30 กก. ต่อไร่
2. ใส่แบบเป็นแถว การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวตามแนวปลูกพืชมักใช้กับการ ปลูกพืชไร่
วิธีการใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวนี้เหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีแบบโรยเป็นแถวสำหรับการปลูกพืชไร่ทั่วไป เนื่องจากปุ๋ยหมักจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช อัตราปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0 ในอัตรา 25-50 กก. ต่อไร่ สำหรับในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สูตรปุ๋ยอาจต้องใส่โพแทสเซียมเพิ่มขึ้นด้วย
3.ใส่แบบเป็นหลุม การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นหลุมมักจะใช้กับการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยสามารถ
ใส่ปุ๋ยหมักได้สองระยะคือ ในช่วงแรกของการเตรียมหลุมเพื่อปลูกพืช นำดินด้านบนของหลุมคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักแล้วใส่รองก้นหลุม หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย อีกระยะหนึ่งอาจจะใส่ปุ๋ยหมักในช่วงที่พืชเจริญแล้ว โดยการขุดเป็นร่องรอบ ๆ ต้นตามแนวทรงพุ่มของต้นพืช แล้วใส่ปุ๋ยหมักลงในร่องแล้วกลบด้วยดิน หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักในช่วงนี้ได้เช่นกัน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 20-50 กก. ต่อหลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 14-14-14, 12-12-7 ในอัตรา 100-200 กรัม ต่อหลุมในกรณีที่ใส่ปุ๋ยหมักกับไม้ผลที่เจริญแล้ว อัตราการใช้อาจจะเพิ่มขึ้นตามส่วน และมักจะใส่ปุ๋ยหมักปีเว้นปี
มาตรฐานของปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐานให้พิจารณาดังนี้
1. มีเกรดปุ๋ยไม่ต่ำกว่า 1:1:0.5 (ไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส : โพแทสเซียม)
2. มีความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ไม่มากกว่าร้อยละ 35 - 40 โดยน้ำหนัก
3. ความชื้นเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0 - 7.5
4. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วจะต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่
5. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่น ๆ
6. จะต้องมีปริมาณอินทรีย์วัตถุอยู่ระหว่าง 25 - 50 %
7. จะต้องมีอัตราส่วนระหว่างธาตุคาร์บอนต่อไนโตรเจนไม่มากกว่า 20 ต่อ 1
........................................................................................
Link : http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or4.htm
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน
3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ
8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป
การใช้ประโยชน์กับพืชต่าง ๆ
วิธีการใช้ปุ๋ยหมักมีวิธีการดังนี้ (พิทยากร และคณะ, 2531: 8-11) ได้รายงานว่า สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ยหมักสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี ตามชนิดของพืชที่ปลูกโดยมีจุดประสงค์เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติ และเพื่อให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุดและเกิดการสูญเสียน้อย เนื่องจากปุ๋ยหมักที่ใช้มีปริมาณมากยากต่อการขนส่งและเคลื่อนย้าย วิธีการใส่ปุ๋ยหมักมีดังนี้คือ
1. ใส่แบบหว่านทั่วแปลง การใส่ปุ๋ยหมักแบบนี้เป็นวิธีการที่ดีต่อการปรับปรุงบำรุงดินเนื่องจากปุ๋ยหมัก
จะกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงปลูกพืชที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนมากจะใช้กับการปลูกข้าวหรือพืชไร่ หรือพืชผัก แต่อาจมีปัญหาในด้านจะต้องใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยหมัก อัตราของปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำอาจจะใช้สูตร16-16-8 ในอัตรา 15-30 กก. ต่อไร่
2. ใส่แบบเป็นแถว การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวตามแนวปลูกพืชมักใช้กับการ ปลูกพืชไร่
วิธีการใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวนี้เหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีแบบโรยเป็นแถวสำหรับการปลูกพืชไร่ทั่วไป เนื่องจากปุ๋ยหมักจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช อัตราปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0 ในอัตรา 25-50 กก. ต่อไร่ สำหรับในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สูตรปุ๋ยอาจต้องใส่โพแทสเซียมเพิ่มขึ้นด้วย
3.ใส่แบบเป็นหลุม การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นหลุมมักจะใช้กับการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยสามารถ
ใส่ปุ๋ยหมักได้สองระยะคือ ในช่วงแรกของการเตรียมหลุมเพื่อปลูกพืช นำดินด้านบนของหลุมคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักแล้วใส่รองก้นหลุม หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย อีกระยะหนึ่งอาจจะใส่ปุ๋ยหมักในช่วงที่พืชเจริญแล้ว โดยการขุดเป็นร่องรอบ ๆ ต้นตามแนวทรงพุ่มของต้นพืช แล้วใส่ปุ๋ยหมักลงในร่องแล้วกลบด้วยดิน หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักในช่วงนี้ได้เช่นกัน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 20-50 กก. ต่อหลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 14-14-14, 12-12-7 ในอัตรา 100-200 กรัม ต่อหลุมในกรณีที่ใส่ปุ๋ยหมักกับไม้ผลที่เจริญแล้ว อัตราการใช้อาจจะเพิ่มขึ้นตามส่วน และมักจะใส่ปุ๋ยหมักปีเว้นปี
มาตรฐานของปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐานให้พิจารณาดังนี้
1. มีเกรดปุ๋ยไม่ต่ำกว่า 1:1:0.5 (ไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส : โพแทสเซียม)
2. มีความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ไม่มากกว่าร้อยละ 35 - 40 โดยน้ำหนัก
3. ความชื้นเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0 - 7.5
4. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วจะต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่
5. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่น ๆ
6. จะต้องมีปริมาณอินทรีย์วัตถุอยู่ระหว่าง 25 - 50 %
7. จะต้องมีอัตราส่วนระหว่างธาตุคาร์บอนต่อไนโตรเจนไม่มากกว่า 20 ต่อ 1
........................................................................................
Link : http://www.doae.go.th/spp/biofertilizer/or4.htm
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
สรุปการเรียนรู้Week2*~
สัปดาห์ที่สองนี้สิ่งที่เราต้องพบเจอ คือผลกรรมของงานที่ไม่เสร็จตามแผน เราจำเป็นต้องทำงานจนเย็นค่ำแทบทุกวัน เพราะงานล้างถังนั้นมีข้อจำกัดคือไม่สามารถทำได้ในเวลาช่วงเช้าเพราะอาจทำให้อาหารเป็นพิษได้ หรืออาจทำให้เรากินข้าวไม่ลงจนเสียสุขภาพในที่สุด เราจึงเริ่มดำเนินงานเรื่องเอทานอลไปพร้อมๆกันโดยจะทำงานเอทานอลหรือการออกแบบถังหมักในช่วงเช้าและทำงานล้างถังหมักในต้องภาคบ่ายหรือหลังเลิกเรียน
เนื่องจากงานเรื่องเอทานอลข้อมูลบางส่วนยังไม่ครบและหาได้ยากมากเราจึงไปสืบค้นข้อมูลที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ข้อมูลต่างๆที่เราได้จากที่นั้นล้วนเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น และด้วยความที่เราไม่ได้นำพจนานุกรมเข้าไปด้วยจึงพบกับปัญหาการการอ่าน “ทำให้เราเห็นความสำคัญของการรู้ข้อมูลของสิ่งนั้นๆเสียก่อน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวให้พร้อมและเหมาะสมกับสถานที่นั้นได้” แต่สุดท้ายพวกเราก็สามารถได้วิธีการมาในที่สุด แม้จะปวดหัวตาลายกับภาษาอังกฤษเป็นที่สุด ทั้งยังได้เริ่มการทำไบโอเอทานอลแล้วอีกด้วย
ทั้งด้วยความร่วมมือ ความพยายามของพวกเรา และความทุ่มเททำงานแทบทุกวันถังหมักจึงเสร็จ และการล้างถังหมักใบที่สองทำให้เราพบว่ามีวิธีการกำจัดน้ำในถังที่ง่ายมากอยู่หากเราสังเกตสิ่งแวดล้อมดีๆ “เราจึงคิดว่าการสังเกตนั้นสำคัญมาก” และยังได้ขอคิดเรื่อง“ความมีสติในทุกๆสถานการณ์” จากเหตุการณ์นำหมักพุ่ง หากไม่มีสติและไม่มีโชคคงได้เลอะแน่นอนและเพราะโชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอด สติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งเรายังได้ออกแบบถังหมักใหม่อีกด้วย แถมหลังจากที่ล้างถังเสร็จเราพบว่าถังนั้นถูกสนิมกัดกร่อนไปมากแล้ว แถมเรายังได้ถามผู้เชี่ยวชาญจงพบว่า ถังหมักควรจะทำจากพลาสติก เพื่อไม่ให้เกิดการกัดกร่อน จะได้ใช้ได้นานๆ เราจึงต้องทำถังหมักใหม่อีกครั้ง จากการที่เราได้ไปปรึกษาพี่ก้องทำให้เราได้แง่คิดอีกว่า“การรอคอยอย่างเดียวโดยไม่ทำช่วยเหลือหรือหาโอกาสให้เอง นั้นไม่ทำให้สิ่งที่เราต้องการเกิดขึ้นได้” หลังจากที่เราเสียเวลาไปกับการที่พี่ก้องหายไปเพราะพี่ก้องต้องช่วยดูงานของหลายๆกลุ่ม จนในสุดเราจึงเริ่มออกตามหาพี่ก้อง และงานของเราจึงได้เริ่มเดินหน้าขึ้นจากที่หยุดไปสักพัก เสียเวลาทำงานไปกับการนั่งรอ เล่นกับมดกับดินทราย
ทั้งพวกเรายังได้ฝึกการทำงานโดยพึงพาผู้อื่น ทั้งป้าเปรี้ยว และพี่ก้อง พวกเราเองต้องขอขอบคุณในความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก
เนื่องจากงานเรื่องเอทานอลข้อมูลบางส่วนยังไม่ครบและหาได้ยากมากเราจึงไปสืบค้นข้อมูลที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ข้อมูลต่างๆที่เราได้จากที่นั้นล้วนเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น และด้วยความที่เราไม่ได้นำพจนานุกรมเข้าไปด้วยจึงพบกับปัญหาการการอ่าน “ทำให้เราเห็นความสำคัญของการรู้ข้อมูลของสิ่งนั้นๆเสียก่อน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวให้พร้อมและเหมาะสมกับสถานที่นั้นได้” แต่สุดท้ายพวกเราก็สามารถได้วิธีการมาในที่สุด แม้จะปวดหัวตาลายกับภาษาอังกฤษเป็นที่สุด ทั้งยังได้เริ่มการทำไบโอเอทานอลแล้วอีกด้วย
ทั้งด้วยความร่วมมือ ความพยายามของพวกเรา และความทุ่มเททำงานแทบทุกวันถังหมักจึงเสร็จ และการล้างถังหมักใบที่สองทำให้เราพบว่ามีวิธีการกำจัดน้ำในถังที่ง่ายมากอยู่หากเราสังเกตสิ่งแวดล้อมดีๆ “เราจึงคิดว่าการสังเกตนั้นสำคัญมาก” และยังได้ขอคิดเรื่อง“ความมีสติในทุกๆสถานการณ์” จากเหตุการณ์นำหมักพุ่ง หากไม่มีสติและไม่มีโชคคงได้เลอะแน่นอนและเพราะโชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอด สติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งเรายังได้ออกแบบถังหมักใหม่อีกด้วย แถมหลังจากที่ล้างถังเสร็จเราพบว่าถังนั้นถูกสนิมกัดกร่อนไปมากแล้ว แถมเรายังได้ถามผู้เชี่ยวชาญจงพบว่า ถังหมักควรจะทำจากพลาสติก เพื่อไม่ให้เกิดการกัดกร่อน จะได้ใช้ได้นานๆ เราจึงต้องทำถังหมักใหม่อีกครั้ง จากการที่เราได้ไปปรึกษาพี่ก้องทำให้เราได้แง่คิดอีกว่า“การรอคอยอย่างเดียวโดยไม่ทำช่วยเหลือหรือหาโอกาสให้เอง นั้นไม่ทำให้สิ่งที่เราต้องการเกิดขึ้นได้” หลังจากที่เราเสียเวลาไปกับการที่พี่ก้องหายไปเพราะพี่ก้องต้องช่วยดูงานของหลายๆกลุ่ม จนในสุดเราจึงเริ่มออกตามหาพี่ก้อง และงานของเราจึงได้เริ่มเดินหน้าขึ้นจากที่หยุดไปสักพัก เสียเวลาทำงานไปกับการนั่งรอ เล่นกับมดกับดินทราย
ทั้งพวกเรายังได้ฝึกการทำงานโดยพึงพาผู้อื่น ทั้งป้าเปรี้ยว และพี่ก้อง พวกเราเองต้องขอขอบคุณในความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
อาณาจักร -(ชีวภาพ)- OoO*

***โพรแคริโอต(prokaryote) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์ขนาดเล็กไม่มีนิวเครียส เนื่องจากไม่มีเยื่อหุ้มแบ่งแยกไซโทพลาซึมและสารพันธุกรรมออกจากกันสารพันธุกรรมที่พบในเซลล์โพรแคริโอตส่วนใหญ่เป็น DNA เพียงโมเลกุลเดียว โดยอยู่เป็นอิสระไม่รวมกับโปรตีน นอกจากนี้เซลล์โพรแคริโอตยังไม่มีออร์แกเนลล์(organelle) ชนิดที่มีเยื่อหุ้ม เช่น ไมโทคอนเดรีย, พลาสทิด เป็นต้น ตัวอย่างของเซลล์โพรแคริโอต ได้แก่ แบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
***ยูแคริโอต (Eukaryote) คือสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์สลับซับซ้อน เป็นเซลล์ขนาดใหญ่มีโครโมโซมจำนวนหลายชุด บรรจุอยู่ในนิวเคลียสอีกทีหนึ่ง อุบัติขึ้นเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน หลักการของยูแคริโอตคือ การบรรจุดีเอ็นเอไว้ในโครโมโซมหลายตัวซึ่งแวดล้อมด้วยโปรตีนภายในเนื้อเยื่อของนิวเคลียส สิ่งมีชีวิตที่เป็นยูแคริโอต คือ สัตว์, พืช และ เห็ดรา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ รวมทั้ง โพรทิสตา *เป็นสิ่งชีวิตที่เซลล์มีนิวเคลียสหรือมีเยื่อหุ้มนิวเคลียส
***โพรทิสต์ (Protist) อยู่ในโดเมนยูแคริโอต จัดอยู่ใน อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) เป็นพวกเซลล์เดี่ยวที่ทำหน้าที่ในเซลล์ครบอย่างสมบูรณ์ ภายในเซลล์มีขอบเขตของนิวเคลียสที่ชัดเจน บางชนิดมีอวัยวะช่วยในการเคลื่อนที่ บางชนิดมีผนังเซลล์คล้ายเซลล์พืชแต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ ดำรงชีวิตโดยการย่อยสลายสารอินทรีย์ ได้แก่ ยูกลีนา ไดอะตอม อะมีบา พารามีเซียม
***โพรทิสต์ (Protist) อยู่ในโดเมนยูแคริโอต จัดอยู่ใน อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) เป็นพวกเซลล์เดี่ยวที่ทำหน้าที่ในเซลล์ครบอย่างสมบูรณ์ ภายในเซลล์มีขอบเขตของนิวเคลียสที่ชัดเจน บางชนิดมีอวัยวะช่วยในการเคลื่อนที่ บางชนิดมีผนังเซลล์คล้ายเซลล์พืชแต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ ดำรงชีวิตโดยการย่อยสลายสารอินทรีย์ ได้แก่ ยูกลีนา ไดอะตอม อะมีบา พารามีเซียม
***อาณาจักรเห็ดราหรือฟังไจ (Kingdom Fungi) จัดอยู่ในโดเมนยูแคริโอต (eukaryote) อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ ไม่มีคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์อาหารเองไม่ได้ กินอาหารโดยสร้างน้ำย่อยแล้วปล่อยออกมาย่อยสารอินทรีย์จนเป็นโมเลกุลเล็กและดูดเข้าเซลล์ (saprophyte) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตประเภทเห็ด รา และยีสต์
***อาณาจักรพืช (Kingdom Plantea) ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น ไม้ดอก พืชล้มลุก และเฟิร์น พบได้ทั้งบนบกและในน้ำ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เนื้อเยื่อส่วนใหญ่ประกอบด้วยหลายเซลล์ นิวเคลียสมีผนังห่อหุ้ม เคลื่อนที่ไม่ได้ ไม่มีอวัยวะเกี่ยวกับความรู้สึก มีคลอโรฟิลล์
ลักษณะพิเศษที่ต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็คือการสังเคราะห์แสง แต่มีพืชจำพวกปรสิตประมาณ 300 สปีชี่ส์ที่ไม่สังเคราะห์แสงเอง แต่เกาะดูดอาหารจากพืชชนิดอื่น
***อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) เป็นสิ่งมีชีวิตพวกที่นิวเคลียสมีผนังห่อหุ้ม ประกอบด้วย หลายเซลล์มีการแบ่งหน้าที่ของแต่ละเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างแบบถาวร ไม่มีคลอโรฟิลล์ สร้างอาหารเองไม่ได้ ดำรงชีวิตได้หลายลักษณะทั้งบนบกในน้ำ และบางชนิดเป็นปรสิต อาณาจักรนี้ได้แก่สัตว์ทุกชนิด ตั้งแต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจนถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ พยาธิใบไม้ กบ ลิง กระต่าย ดาวทะเล แมงดาทะเล พลานาเรีย หอยสองฝา แมลงสาบ ในทางชีววิทยา มนุษย์ ก็จัดอยู่ในอาณาจักรสัตว์
***มอเนอรา (Monera) ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตจำพวกที่นิวเคลียสไม่มีผนังห่อหุ้ม (prokaryotic nucleus) และไม่มีแวคิวโอล มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น พบอยู่ทุกหนทุกแห่งในอากาศ ในน้ำ ในดิน อาจเป็นเซลล์เดียวหรือต่อกันเป็นสาย ภายในเซลล์ไม่แสดงขอบเขตของนิวเคลียสชัดเจน มีรูปร่างหลายแบบทั้งกลม แท่ง และเกลียว และยังสามารถอาศัยอยู่บนหรือในพืชและสัตว์ สมาชิกในอาณาจักรนี้ได้แก่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินและแบคทีเรีย ปัจจุบันอาณาจักรมอเนอราได้แบ่งออกเป็นสองอาณาจักร คืออาณาจักรอาร์เคีย และแบคทีเรีย
***แบคทีเรีย หรือ บัคเตรี เป็นประเภทของสิ่งมีชีวิตประเภทใหญ่ประเภทหนึ่ง มีขนาดเล็ก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ส่วนใหญ่มีเซลล์เดียว และมีโครงสร้างเซลล์ที่ไม่ซับซ้อนมาก
***อาร์เคีย เป็นสิ่งชีวิตที่มีลักษณะคล้ายแบคทีเรีย แต่เชื่อว่ามีวิวัฒนาการแยกมา เพราะมีเยื่อหุ้มเซลล์ที่แปลกออก

^^
แผนภูมิต้นไม้แบบวงกลม แสดงวงศ์วานวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตระบบเซลล์ โดยแบ่งตามอาณาจักรและโดเมน สีม่วงคือแบคทีเรีย สีเทาเข้มคืออาร์เคีย สีน้ำตาลคือยูแคริโอต โดยยูแคริโอตยังแบ่งออกเป็น 5 อาณาจักรคือ สัตว์(แดง) ฟังไจ(น้ำเงิน) พืช(เขียว) โครมาลวีโอลาตา(น้ำทะเล) และ โพรทิสตา(เหลืองทอง) โดยมีจุดศูนย์กลางคือ บรรพบุรุษร่วมที่ใกล้กันที่สุดของสิ่งมีชีวิตบนโลก (LUCA)
สรุปการเรียนรู้ประจำWeek1
สำหรับเราแล้วการมาทำงาน เอกสารและข้อมูลคงไม่ใช่เรื่องที่ถนัดนัก ยิ่งในอาทิตย์นี้แทบจะหาข้อมูลทั้งวัน ยิ่งปวดหัว โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษ ถึงมันจะลำบากแต่เราก็ผ่านมาได้ เราโชคดีที่มีเพื่อนขยันหาข้อมูล ทำให้สบายขึ้น แต่เราเองก็พยายามอ่านข้อมูลที่เพื่อนหามาเสมอ เราพบว่าแม้เรื่องที่เราไม่ถนัด ไม่ชอบ แต่ถ้าเราพยายามเราเองก็สามารถที่จะผ่านมันไปได้
แต่อุปสรรคของเราไม่จบแค่งานเอกสาร ยังมาพบกับสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่า แม้ว่าจะเตรียมใจมาแล้วตั้งแต่เลือกโปรเจ็คนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับถังหมัก และขี้หมู การที่เรามาทำงานต่อจากพวกพี่ๆ บางทีหลายๆคนคงคิดว่ามันจะง่ายกว่าการเริ่มทำเองใหม่ทั้งหมดเลย แต่ในความจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้นพวกเราต้องทำการตรวจถังหมัก และขี้หมูที่เคยมีอยู่แล้ว เราจำเป็นต้องล้างถังหมักเดิมเพื่อนำไปเริ่มหมักใหม่เพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร ถังหมักนั้นกลับขึ้นราอย่างน่ากลัว ทั้งยังส่งกลิ่นอย่างรุนแรง ส่วนขี้หมูที่เป็นที่สิงสถิตของเหล่าจุลินทรีย์ที่เราต้องการกลับมีหนอนขึ้นเต็มไปหมด เราเองเกิดอาการท้อแท้อยากเริ่มทำถังหมักใหม่เลย แต่การทำอย่างนั้นเป็นการขัดกับแนวคิดที่เราจะทำไบโอแก๊สขึ้นเพื่อทดแทนทรัพยากรธรรมชาติ เราจึงต้องจำใจทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทำไปเรื่อยๆ ทำให้เราเริ่มรู้สึกชิน กลายเป็นว่ารู้สึกธรรมดา อีกทั้งเพราะทำงานกับเป็นกลุ่ม จึงสนุกกับการทำงานมากขึ้น แม้เราจะพบปัญหาอยู่มาก ยิ่งทำให้เราพบว่าการแก้ปัญหาบางทีคนๆเดียวอาจแก้ไม่ตก แต่การที่เราได้พูดคุย ปรึกษาและรับฟังผู้อื่น ทำให้ปัญหานั้นแก้ไขได้ไม่ยากเย็นอย่างที่คิด ดังนั้นการรับฟังผู้อื่นจึงสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการเปิดโลกความคิดของเรา
แม้ว่างานของเราจะไม่เสร็จตามเป้าหมายในสัปดาห์นี้ แต่เรากลับไม่รู้สึกผิดหวังหรือกังวลใดๆ อาจเป็นเพราะเราคาดเดาไว้แล้วว่าคงไม่เสร็จ บางทีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ เราเองจำเป็นต้องเผื่อใจเอาไว้ด้วย แต่เราเองก็ทำเต็มที่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกถ่วงความเจริญเท่าไหร่
แต่อุปสรรคของเราไม่จบแค่งานเอกสาร ยังมาพบกับสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่า แม้ว่าจะเตรียมใจมาแล้วตั้งแต่เลือกโปรเจ็คนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับถังหมัก และขี้หมู การที่เรามาทำงานต่อจากพวกพี่ๆ บางทีหลายๆคนคงคิดว่ามันจะง่ายกว่าการเริ่มทำเองใหม่ทั้งหมดเลย แต่ในความจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้นพวกเราต้องทำการตรวจถังหมัก และขี้หมูที่เคยมีอยู่แล้ว เราจำเป็นต้องล้างถังหมักเดิมเพื่อนำไปเริ่มหมักใหม่เพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร ถังหมักนั้นกลับขึ้นราอย่างน่ากลัว ทั้งยังส่งกลิ่นอย่างรุนแรง ส่วนขี้หมูที่เป็นที่สิงสถิตของเหล่าจุลินทรีย์ที่เราต้องการกลับมีหนอนขึ้นเต็มไปหมด เราเองเกิดอาการท้อแท้อยากเริ่มทำถังหมักใหม่เลย แต่การทำอย่างนั้นเป็นการขัดกับแนวคิดที่เราจะทำไบโอแก๊สขึ้นเพื่อทดแทนทรัพยากรธรรมชาติ เราจึงต้องจำใจทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทำไปเรื่อยๆ ทำให้เราเริ่มรู้สึกชิน กลายเป็นว่ารู้สึกธรรมดา อีกทั้งเพราะทำงานกับเป็นกลุ่ม จึงสนุกกับการทำงานมากขึ้น แม้เราจะพบปัญหาอยู่มาก ยิ่งทำให้เราพบว่าการแก้ปัญหาบางทีคนๆเดียวอาจแก้ไม่ตก แต่การที่เราได้พูดคุย ปรึกษาและรับฟังผู้อื่น ทำให้ปัญหานั้นแก้ไขได้ไม่ยากเย็นอย่างที่คิด ดังนั้นการรับฟังผู้อื่นจึงสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการเปิดโลกความคิดของเรา
แม้ว่างานของเราจะไม่เสร็จตามเป้าหมายในสัปดาห์นี้ แต่เรากลับไม่รู้สึกผิดหวังหรือกังวลใดๆ อาจเป็นเพราะเราคาดเดาไว้แล้วว่าคงไม่เสร็จ บางทีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ เราเองจำเป็นต้องเผื่อใจเอาไว้ด้วย แต่เราเองก็ทำเต็มที่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกถ่วงความเจริญเท่าไหร่
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
แนวคิด เพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตเอทานอล
ส่วนด้านการผลิตเอทานอล จากที่ค้นคว้าพบว่าเอทานอลมักผลิตจากสารที่มีแป้งประกอบ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะสามารถนำมาทำเป็นอาหารรับประทานได้ทั้งนั้น ยิ่งสำหรับในพื้นที่แห้งแล้ง มีพืชผักขึ้นน้อย หากต้องการผลิตเอทานอลจำเป็นต้องยอมสละอาหารซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตแล้ว ทำให้ปัญหาการขาดอาหารหนักข้อยิ่งขึ้น หากเราสามารถสร้างเอทานอลจาก พวกเซลลูโลสซึ่งเราไม่นำมาใช้ประกอบอาหารและถือเป็นขยะ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
<----เป้าหมาย----< ฉบับปรับปรุง : ไบโอเอทานอล ยังไม่สมบูรณ์*~
เราหวังว่าจะสามารถสร้างแก๊สชีวภาพขึ้นมาได้จริงๆ เพื่อที่จะไว้นำไปใช้เป็นแก๊สหุงต้มในโรงเรียนของเรา แต่หากเราต้องการที่จะใช้แก๊สชีวภาพในการทำอาหารในโรงเรียนทั้งหมด จากข้อมูลที่เราได้สืบค้นมาพบว่าต้องใช้เศษอาหารในการหมักต่อวันกว่าประมาณ170กิโลกรัมจึงจะสามารถผลิตแก๊สได้มากพอ ซึ่งจำนวนของเศษอาหารมากขนาดนี้หากเราต้องการใช้เศษอาหารเฉพาะที่เหลือในโรงเรียนคงจะไม่เพียงพอ เราจึงคิดที่จะใช้แก๊สชีวภาพในการทดแทนพลังงานจากแก๊สอื่นเพียง30%เท่านั้น โดยจำนวนอาหารในการหมักแต่ละวันจะตกอยู่ที่ประมาณ50กิโลกรัม ซึ่งเราคิดว่าไม่ยากเกินไปที่จะหามาได้จากเศษอาหารเหลือทิ้งในโรงเรียน
จากที่เรามีโครงการเกี่ยวกับไบโอดีเซล เพื่อเป็นการใช้พลังงานสะอาดครบวงจร เราจึงคิดที่จะผลิตเอทานอลขึ้นเพื่อใช้ทดแทนเมทานอลที่ใช้ผลิตไบโอดีเซล เป็นลดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสารเคมี
จากที่เรามีโครงการเกี่ยวกับไบโอดีเซล เพื่อเป็นการใช้พลังงานสะอาดครบวงจร เราจึงคิดที่จะผลิตเอทานอลขึ้นเพื่อใช้ทดแทนเมทานอลที่ใช้ผลิตไบโอดีเซล เป็นลดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสารเคมี
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ว่าด้วย.....เรื่องแก๊ส ^o^V
http://chem.flas.kps.ku.ac.th/LectureNotes/728111/111-ch04_Gas.ppt#256,1,แก๊ส (Gas)
งำๆ คลิก หุหุ openเยย
อ่านเพิ่มเติมได้ที คัมภีร์~ หน้า 298-315 งับ
งำๆ คลิก หุหุ openเยย
อ่านเพิ่มเติมได้ที คัมภีร์~ หน้า 298-315 งับ
วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550
mainหลัก *~
เราคิดว่าการที่เราสามารถ นำสิ่งเหลือใช้ หรือสิ่งไร้ค่า ไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั้นคงเป็นการดี แก๊สชีวภาพคงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี ในการกำจัดขยะที่เป็นสารอินทรีย์
โรงเรียนของเรา จากที่เห็นกันว่ามี เศษอาหาร เศษใบไม้มากมายให้กำจัดทิ้ง แม้ว่าจะมีวิธีมากมายในการย่อยสลายขยะเหล่านี้ เช่น การเผา(สร้างCO2) การทำปุ๋ย แม้ว่าการหมักปุ๋ยจะเป็นวิธีที่น่าสนใจและมีประโยชน์ แต่ยังมีวิธีกำจัดขยะเหล่านี้ที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั้นก็คือ “การหมักแก๊สชีวภาพ” ซึ่งได้ผลประโยชน์มากกว่าการหมักปุ๋ยธรรมดา คือนอกจากได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพ แล้วยังได้พลังงานทางเลือก อย่างแก๊สชีวภาพมาอีกด้วย
....................................
มันสั้นง่ะ
โทษนะ คิดออกได้แค่นี้
โรงเรียนของเรา จากที่เห็นกันว่ามี เศษอาหาร เศษใบไม้มากมายให้กำจัดทิ้ง แม้ว่าจะมีวิธีมากมายในการย่อยสลายขยะเหล่านี้ เช่น การเผา(สร้างCO2) การทำปุ๋ย แม้ว่าการหมักปุ๋ยจะเป็นวิธีที่น่าสนใจและมีประโยชน์ แต่ยังมีวิธีกำจัดขยะเหล่านี้ที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั้นก็คือ “การหมักแก๊สชีวภาพ” ซึ่งได้ผลประโยชน์มากกว่าการหมักปุ๋ยธรรมดา คือนอกจากได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพ แล้วยังได้พลังงานทางเลือก อย่างแก๊สชีวภาพมาอีกด้วย
....................................
มันสั้นง่ะ
โทษนะ คิดออกได้แค่นี้
Mainหลัก Again...?
เราคงรู้กันอยู่ว่าปัจจุบันโลกของเรานี้ กำลังประสบกับปัญหาใหญ่ จากทั้งข่าวสารต่างๆรอบตัวของเราและจากการเรียนรู้ภายในห้องเรียน โลกของเราใบนี้กำลังเข้าสู่ช่วงหายนะ ห่างไปจากความเป็นปกติที่เคยเป็นอยู่ไกลออกไปทุกที เราจะเห็นได้จากสภาพอากาศ อุณหภูมิ และภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เราประสบกันอยู่บ่อยๆครั้ง โดยสาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้คือ การที่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่าภาวะโลกร้อนนั่นเอง
ภาวะนี้เกิดมาจากการที่ ปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่คอยห่อหุ้มกักเก็บความร้อนของโลก ซึ่งทำให้โลกไม่กลายเป็นดวงดาวน้ำแข็งนั้นมีมากเกินไป ทำให้ความร้อนถูกกักเก็บมากเกินไป อุณหภูมิโลกจึงร้อนขึ้นเรื่อย โดย ภาวะเรื่อนกระจกนั้นเกิดจากการที่มีแก๊สเรือนกระจก(CO2 CH4 CFC N2O) อยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเอง และกิจกรรมต่างๆของมนุษย์คือสิ่งที่สร้างแก๊สเรื่อนกระจก
แก๊สเรือนกระจกที่ส่งผลต่ออุณหภูมิโลกอย่างเด่นชัดคือCO2 ที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของสารHydrocarbon ซึ่งล้วนแต่เป็นแหล่งพลังงานที่มนุษย์ใช้ เช่นน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ การใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น เราจะเห็นว่ากิจกรรมการใช้พลังงานของมนุษย์นั้นส่งผลต่อสภาวะแวดล้อมเป็นอย่างมาก อีกทั้งพลังงานหลักที่มนุษย์ใช้อยู่นั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติใช้เวลาเนินนานในการก่อตัวขึ้น แต่มนุษย์กลับใช้พลังงานเหล่านี้อย่างฟุ่มเฟือย และพลังงานหลังเหล่านี้คงจะหมดลงในไม่ช้า
พลังงานทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตเป็นอย่างมาก Biogas เป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยเพราะมีข้อดีในหลายๆด้าน กรรมวิธีในการทำBiogasนั้นคือการหมัก ให้จูลินทรีย์ย่อยสารอินทรีย์โดยไม่มีO2 นั่นเอง โดยBiogasสามารถใช้ในการหุงต้ม ผลิตไฟฟ้าได้และกากที่เหลือจากการหมักเองก็ถือเป็นปุ๋ยอย่างดีอีกด้วย และสิ่งที่ใช้ผลิตBiogasเองก็เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการแล้วหรือขยะนั่นเอง ถือเป็นการช่วยโลกในการลดแก๊สเรือนกระจก ลดCH4จากการย่อยสลายสารอินทรีย์ ลดการเกิดCO2จากการเผาขยะ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ทำลายความสมดุลของดิน และช่วยลดการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย
โรงเรียนของเราเอง เห็นกันอยู่ว่ามี เศษอาหาร เศษใบไม้มากมายให้กำจัดทิ้ง แม้ว่าจะมีวิธีมากมายในการย่อยสลายขยะเหล่านี้ เช่น การเผา(สร้างCO2) การทำปุ๋ย (สร้าง CH4) เราจึงคิดเห็นกันว่าการนำสิ่งเหล่านี้มาทำBiogas คงเป็นทางที่ให้ผลประโยชน์ได้มากที่สุด และคิดกันไว้ว่าBiogasที่ได้คาดว่าจะนำไปใช้ในการหุงต้ม ประกอบการทำอาหารในโรงเรียน
นอกจากส่งผลประโยชน์รอบด้านแล้วกับตัวเราเอง Biogasเองก็เป็นสื่อนำเราเข้าสู่การเรียนรู้ได้ด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องเกี่ยวกับจูลินทรีย์ เรื่องปริมาณgas ความดัน และพลังงาน ทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึก ปลูกฝังความคิดในการรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำอีกด้วย
ภาวะนี้เกิดมาจากการที่ ปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่คอยห่อหุ้มกักเก็บความร้อนของโลก ซึ่งทำให้โลกไม่กลายเป็นดวงดาวน้ำแข็งนั้นมีมากเกินไป ทำให้ความร้อนถูกกักเก็บมากเกินไป อุณหภูมิโลกจึงร้อนขึ้นเรื่อย โดย ภาวะเรื่อนกระจกนั้นเกิดจากการที่มีแก๊สเรือนกระจก(CO2 CH4 CFC N2O) อยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเอง และกิจกรรมต่างๆของมนุษย์คือสิ่งที่สร้างแก๊สเรื่อนกระจก
แก๊สเรือนกระจกที่ส่งผลต่ออุณหภูมิโลกอย่างเด่นชัดคือCO2 ที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของสารHydrocarbon ซึ่งล้วนแต่เป็นแหล่งพลังงานที่มนุษย์ใช้ เช่นน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ การใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น เราจะเห็นว่ากิจกรรมการใช้พลังงานของมนุษย์นั้นส่งผลต่อสภาวะแวดล้อมเป็นอย่างมาก อีกทั้งพลังงานหลักที่มนุษย์ใช้อยู่นั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติใช้เวลาเนินนานในการก่อตัวขึ้น แต่มนุษย์กลับใช้พลังงานเหล่านี้อย่างฟุ่มเฟือย และพลังงานหลังเหล่านี้คงจะหมดลงในไม่ช้า
พลังงานทางเลือกจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตเป็นอย่างมาก Biogas เป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยเพราะมีข้อดีในหลายๆด้าน กรรมวิธีในการทำBiogasนั้นคือการหมัก ให้จูลินทรีย์ย่อยสารอินทรีย์โดยไม่มีO2 นั่นเอง โดยBiogasสามารถใช้ในการหุงต้ม ผลิตไฟฟ้าได้และกากที่เหลือจากการหมักเองก็ถือเป็นปุ๋ยอย่างดีอีกด้วย และสิ่งที่ใช้ผลิตBiogasเองก็เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการแล้วหรือขยะนั่นเอง ถือเป็นการช่วยโลกในการลดแก๊สเรือนกระจก ลดCH4จากการย่อยสลายสารอินทรีย์ ลดการเกิดCO2จากการเผาขยะ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ทำลายความสมดุลของดิน และช่วยลดการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย
โรงเรียนของเราเอง เห็นกันอยู่ว่ามี เศษอาหาร เศษใบไม้มากมายให้กำจัดทิ้ง แม้ว่าจะมีวิธีมากมายในการย่อยสลายขยะเหล่านี้ เช่น การเผา(สร้างCO2) การทำปุ๋ย (สร้าง CH4) เราจึงคิดเห็นกันว่าการนำสิ่งเหล่านี้มาทำBiogas คงเป็นทางที่ให้ผลประโยชน์ได้มากที่สุด และคิดกันไว้ว่าBiogasที่ได้คาดว่าจะนำไปใช้ในการหุงต้ม ประกอบการทำอาหารในโรงเรียน
นอกจากส่งผลประโยชน์รอบด้านแล้วกับตัวเราเอง Biogasเองก็เป็นสื่อนำเราเข้าสู่การเรียนรู้ได้ด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องเกี่ยวกับจูลินทรีย์ เรื่องปริมาณgas ความดัน และพลังงาน ทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึก ปลูกฝังความคิดในการรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำอีกด้วย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)