ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน
3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ
8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป
วิธีการทำปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
-ปุ๋ยหมักในไร่นา
-ปุ๋ยหมักเทศบาล
-ปุ๋ยหมักอุตสาหกรรม
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะปุ๋ยหมักในไร่นาสำหรับปุ๋ยหมักในไร่นานี้มีแบบวิธีการทำ 5 แบบ ซึ่งสามารถเลือกทำแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ หรืออาจจะทำหลาย ๆ แบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ทำ
แบบที่ 1 ปุ๋ยหมักค้างปี ใช้เศษพืชเพียงอย่างเดียวนำมาหมักทิ้งไว้ค้างปีก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้แบบนี้ไม่ต้องดูแลรักษา จึงต้องใช้ระยะเวลาในการหมักนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา
แบบที่ 2 ปุ๋ยหมักธรรมดาใช้มูลสัตว์ แบบนี้ใช้เศษพืชและมูลสัตว์ในอัตรา 100:10 ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนเล็กนำมาคลุกผสมได้เลย แต่ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนใหญ่นำมากองเป็นชั้น ๆ (แต่ละกองจะทำประมาณ 3 ชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยเศษพืชที่ย่ำและรดน้ำ สูงประมาณ 30-40 ซม. แล้วโรยทับด้วยมูลสัตว์) แบบนี้จะใช้ระยะเวลาหมักน้อยกว่าแบบที่ 1 เช่น ถ้าใช้ฟางข้าวจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา
แบบที่ 3 ปุ๋ยหมักธรรมดาใช้ปุ๋ยเคมี แบบนี้ใช้เศษพืช มูลสัตว์ และปุ๋ยเคมีในอัตรา 100:10:1ถ้าเป็นชิ้นส่วนเล็กนำมาคลุกผสมได้เลย ถ้าเป็นชิ้นส่วนใหญ่นำมากองเป็นชั้นเหมือนแบบที่ 2 เพียงแต่ในแต่ละชั้นจะเพิ่มปุ๋ยเคมีขึ้นมา โดยโรยทับมูลสัตว์ แบบนี้ใช้ระยะเวลาในการหมักเร็วกว่าแบบที่ 2 กล่าวคือถ้าเป็นฟางข้าวจะใช้เวลาประมาณ4-6 เดือน
แบบที่ 4 ปุ๋ยหมักแผนใหม่
การทำปุ๋ยหมักแบบที่ 1-3 นั้นใช้เวลาค่อนข้างมากต่อมากรมพัฒนาที่ดินได้ศึกษาค้นคว้าพบว่าการทำปุ๋ยหมักโดยใช้เวลาสั้นทำได้โดยการใช้เชื้อจุลินทรีย์เร่งการย่อยสลายของเศษพืช ทำให้ได้ปุ๋ยหมักเร็วขึ้น นำไปใช้ได้ทันฤดูกาลสามารถใช้ระยะเวลาหมักเพียง 30-60 วัน ใช้สูตรดังนี้เศษพืช 1,000 กก.มูลสัตว์ 100-200 กก.ปุ๋ยเคมี 1-2 กก.เชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่ง 1 ชุด(เชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่งในปี 2526-2527 ใช้เชื้อ บี 2 ชุดหนึ่ง ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์บี 2 จำนวน 2300 กรัม และอาหารเสริม 1 กก.) ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนเล็กก็นำเศษพืช มูลสัตว์ และปุ๋ยเคมีมาคลุกผสมเข้ากัน แล้วเจาะหลุมหยอดเชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่งซึ่งเตรียมไว้ก่อนโดยนำมาผสมน้ำ ใช้น้ำประมาณ 40 ลิตร กวนให้เข้ากันอย่างดี แต่ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นส่วนใหญ่ก็นำมากองเป็นชั้นเหมือนแบบที่ 3 แต่ละชั้นประกอบด้วยเศษพืชที่ย่ำและรดน้ำ สูง30-40 ซม.มูลสัตว์โรยทับเศษพืช ปุ๋ยเคมีโรยทับมูลสัตว์ แล้วราดเชื้อจุลินทรีย์ตัวเร่ง
แบบที่ 5 ปุ๋ยหมักต่อเชื้อ
ในการทำปุ๋ยหมักแบบที่ 4 นั้น จำเป็นต้องซื้อสารตัวเร่งเชื้อจุลินทรีย์ 1 ชุดทุกครั้งที่ทำปุ๋ยหมัก 1 ตัน ทำให้มีแนวความคิดว่าหากสามารถนำ มาต่อเชื้อได้ก็จะเป็นการประหยัดและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ทำปุ๋ยหมักทั่วไป กรมพัฒนาที่ดินจึงได้ทำการทดลองและพบว่า สามารถต่อเชื้อได้ โดยใช้ปุ๋ยหมักที่ทำในแบบที่ 4 กล่าวคือ หลังจากได้ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วในแบบที่ 4 ให้เก็บไว้ 50-100 กก. การเก็บต้องเก็บไว้ในโรงเรือนที่ไม่ถูกแดดและฝน ปุ๋ยหมักที่เก็บไว้ 50-100 กก. สามารถนำไปต่อเชื้อทำปุ๋ยหมักได้อีก 1 ตัน การต่อเชื้อนี้สามารถทำการต่อได้เพียง 3 ครั้ง
การดูแลรักษากองปุ๋ยหมักหลังจากกองปุ๋ยหมักเสร็จแล้วโดย
1. จะต้องป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทำลาย หรือคุ้ยเขี่ยกองปุ๋ยหมัก ถ้ากองแบบในคอกก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้ากองบนพื้นดินหรือในหลุมควรหาทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้วางทับกองปุ๋ยหมักไว้กันสัตว์คุ้ยเขี่ย
2. ทำการให้น้ำกองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ คือ ไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไปมีวิธีการตรวจอย่างง่ายๆ คือ เอามือสอดเข้าไปในกองปุ๋ยหมักให้ลึกๆ แล้วหยิบเอาชิ้นส่วนภายในกองปุ๋ยหมักมาบีบดู ถ้าปรากฏว่ามีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่าความชื้นพอเหมาะไม่ต้องให้น้ำ ถ้าไม่มีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแห้งเกินไปต้องให้น้ำในระยะนี้ ถ้าบีบดูมีน้ำทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือ แสดงว่าแฉะเกินไปไม่ต้องให้น้ำ
3. การกลับกองปุ๋ย นับเป็นหัวใจสำคัญในการทำปุ๋ยหมักจะละเลยมิได้ เพราะเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆก็ย่อมต้องการอากาศหายใจเหมือนมนุษย์ ดังนั้นการกลับกองปุ๋ยหมักนอกจากจะช่วยให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์แล้ว ยังเป็นการระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยอีกด้วย ยิ่งขยันกลับกองปุ๋ยหมักมากเท่าไรก็จะทำให้ได้ปุ๋ยหมักใช้เร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำให้เศษพืชย่อยสลายทั่วทั้งกอง และได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีอีกด้วย ตามปกติควรกลับกองปุ๋ยหมักอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
หลักในการพิจารณาว่ากองปุ๋ยหมักนั้นใช้ได้หรือยังเมื่อกองปุ๋ยหมักเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีทั้งที่มองเห็นได้และที่มองเห็นไม่ได้ ที่มองเห็นได้ก็คือ ชิ้นส่วนของพืชจะมีขนาดเล็กลงและยุบตัวลงกว่าเมื่อเริ่มกอง สีของเศษพืชก็จะเปลี่ยนไป ส่วนที่มองเห็นไม่ได้ก็คือปริมาณของจุลินทรีย์ ทีนี้จะสังเกตว่าปุ๋ยหมักสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่มีข้อสังเกตง่ายๆ ดังนี้
1. สีของกองปุ๋ยหมักจะเข้มขึ้นกว่าเมื่อเริ่มกอง อาจมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ
2. อุณหภูมิภายในของปุ๋ยหมักและอุณหภูมิภายนอกใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันน้อยมาก
3. ใช้นิ้วมือบี้ตัวอย่างปุ๋ยหมักดูเศษพืชจะยุ่ยและขาดออกจากกันได้ง่าย ไม่แข็งกระด้าง
4. พบต้นพืชที่มีระบบรากลึกขึ้นบนกองปุ๋ยหมัก แสดงว่าปุ๋ยหมักสลายตัวดีแล้ว
5. สังเกตกลิ่นของปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นปุ๋ยหมักที่ใช้ได้ ปุ๋ยหมักจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นธรรมชาติถ้ามีกลิ่นฉุนหรือมีกลิ่นฟางแสดงว่าปุ๋ยหมักยังใช้ไม่ได้ เนื่องจากขบวนการย่อยสลายยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
6. วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการดูธาตุคาร์บอน และไนโตรเจน ถ้ามีอัตราส่วนเท่ากันหรือต่ำกว่า 20 : 1ก็พิจารณาเป็น
ปุ๋ยหมักได้แล้วข้อควรคำนึงในการกองปุ๋ยหมัก
1. อย่ากองปุ๋ยหมักให้มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้เกิดความร้อนระอุเกิน 70 องศาเซลเซียสซึ่งจะเป็นผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์ตายได้ ขนาดกองปุ๋ยหมักที่เหมาะสมคือ ความกว้างไม่ควรเกิน 2-3 เมตร ความยาวไม่จำกัด สูงประมาณ 1-1.50 เมตร
2. ถ้ากองปุ๋ยหมักมีขนาดเล็กเกินไป จะทำให้เก็บรักษาความร้อนและความชื้นไว้ได้น้อยทำให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้ช้า
3. อย่ารดน้ำโชกจนเกินไป จะทำให้การระบายอากาศในกองปุ๋ยไม่ดีอาจทำให้เกิดกรดอินทรีย์บางอย่างเป็นเหตุให้มีกลิ่นเหม็นอับได้ง่าย
4. ถ้าเกิดความร้อนในกองปุ๋ยหมักมาก ต้องเพิ่มน้ำให้กองปุ๋ย มิฉะนั้นจุลินทรีย์ที่ย่อยซากพืชจะตายได้
5. ถ้าจะมีการใช้ปูนขาว อย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับการใส่ปูนขาวเพราะจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัวไปกรณีใช้ฟางข้าวในการกองปุ๋ยหมักไม่จำเป็นต้องใช้ปูนขาว
6. เศษวัสดุที่ใช้ในการกองปุ๋ยหมักมีทั้งประเภทที่สลายตัวเร็ว เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา เปลือกถั่วและต้นถั่วเศษวัชพืชต่าง ๆ และประเภทที่สลายตัวยาก เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ขี้ลีบข้าว กากอ้อย ขุยมะพร้าว ซังข้าวโพด ดังนั้นในการกองปุ๋ยหมักไม่ควรเอาเศษวัสดุที่สลายตัวเร็วและสลายตัวยากกองปนกัน เพราะจะทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่ไม่สม่ำเสมอกันเนื่องจากเศษพืชบางส่วนยังสลายตัวไม่หมดคุณค่าทางอาหารพืชของปุ๋ยหมักแสดงคุณค่าทางอาหารพืชที่ได้จากปุ๋ยหมักบางชนิดชนิดของปุ๋ยหมัก % ธาตุอาหารของพืชN P2O5 K2Oปุ๋ยหมักจากขยะเทศบาล 1.52 0.22 0.18ปุ๋ยหมักจากหญ้าแห้ง 1.23 1.26 0.76หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลกระบือ 0.82 1.43 0.59หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลโค 2.33 1.78 0.46หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลแพะ 1.11 4.04 0.48หญ้าหมัก+กระดูกป่น+มูลม้า 0.82 2.83 0.33ปุ๋ยหมักจากใบจามจุรี 1.45 0.19 0.49ปุ๋ยหมักจากฟางข้าว 0.85 0.11 0.76ปุ๋ยหมักฟางข้าว+มูลไก่ 1.07 0.46 0.94ปุ๋ยหมักฟางข้าว+มูลโค 1.51 0.26 0.98ปุ๋ยหมักฟางข้าว+มูลเป็ด 0.91 1.30 0.79ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา 1.43 0.48 0.47ปุ๋ยหมักผักตบชวา+มูลสุกร 1.85 4.81 0.79ปุ๋ยอินทรีย์(เทศบาล)ชนิดอ่อน 0.95 3.19 0.91ปุ๋ยอินทรีย์(เทศบาล)ชนิดปานกลาง 1.34 2.44 1.12ปุ๋ยอินทรีย์(เทศบาล)ชนิดแรง 1.48 2.96 1.15การใช้ประโยชน์กับพืชต่าง ๆวิธีการใช้ปุ๋ยหมักมีวิธีการดังนี้ (พิทยากร และคณะ, 2531: 8-11) ได้รายงานว่า สำหรับวิธีการใส่ปุ๋ยหมักสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี ตามชนิดของพืชที่ปลูกโดยมีจุดประสงค์เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติ และเพื่อให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักเป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุดและเกิดการสูญเสียน้อย เนื่องจากปุ๋ยหมักที่ใช้มีปริมาณมากยากต่อการขนส่งและเคลื่อนย้าย วิธีการใส่ปุ๋ยหมักมีดังนี้คือ1. ใส่แบบหว่านทั่วแปลง การใส่ปุ๋ยหมักแบบนี้เป็นวิธีการที่ดีต่อการปรับปรุงบำรุงดินเนื่องจากปุ๋ยหมักจะกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงปลูกพืชที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ส่วนมากจะใช้กับการปลูกข้าวหรือพืชไร่ หรือพืชผัก แต่อาจมีปัญหาในด้านจะต้องใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยหมัก อัตราของปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำอาจจะใช้สูตร16-16-8 ในอัตรา 15-30 กก. ต่อไร่2. ใส่แบบเป็นแถว การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวตามแนวปลูกพืชมักใช้กับการ ปลูกพืชไร่วิธีการใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นแถวนี้เหมาะสมที่จะใช้ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีแบบโรยเป็นแถวสำหรับการปลูกพืชไร่ทั่วไป เนื่องจากปุ๋ยหมักจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช อัตราปุ๋ยหมักที่ใช้ประมาณ 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0 ในอัตรา 25-50 กก. ต่อไร่ สำหรับในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สูตรปุ๋ยอาจต้องใส่โพแทสเซียมเพิ่มขึ้นด้วย3.ใส่แบบเป็นหลุม การใส่ปุ๋ยหมักแบบเป็นหลุมมักจะใช้กับการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยสามารถใส่ปุ๋ยหมักได้สองระยะคือ ในช่วงแรกของการเตรียมหลุมเพื่อปลูกพืช นำดินด้านบนของหลุมคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักแล้วใส่รองก้นหลุม หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย อีกระยะหนึ่งอาจจะใส่ปุ๋ยหมักในช่วงที่พืชเจริญแล้ว โดยการขุดเป็นร่องรอบ ๆ ต้นตามแนวทรงพุ่มของต้นพืช แล้วใส่ปุ๋ยหมักลงในร่องแล้วกลบด้วยดิน หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักในช่วงนี้ได้เช่นกัน อัตราการใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 20-50 กก. ต่อหลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 14-14-14, 12-12-7 ในอัตรา 100-200 กรัม ต่อหลุมในกรณีที่ใส่ปุ๋ยหมักกับไม้ผลที่เจริญแล้ว อัตราการใช้อาจจะเพิ่มขึ้นตามส่วน และมักจะใส่ปุ๋ยหมักปีเว้นปีมาตรฐานของปุ๋ยหมักปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐานให้พิจารณาดังนี้1. มีเกรดปุ๋ยไม่ต่ำกว่า 1:1:0.5 (ไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส : โพแทสเซียม)2. มีความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ไม่มากกว่าร้อยละ 35 - 40 โดยน้ำหนัก3. ความชื้นเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0 - 7.54. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วจะต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่5. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้วไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่น ๆ6. จะต้องมีปริมาณอินทรีย์วัตถุอยู่ระหว่าง 25 - 50 %7. จะต้องมีอัตราส่วนระหว่างธาตุคาร์บอนต่อไนโตรเจนไม่มากกว่า 20 ต่อ 1
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Jane - Whiskii* แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Jane - Whiskii* แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
การเรียนรู้ week 1**
จากการที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆในสัปดาห์นี้ ทำให้ฉันเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่องานนี่ไปโดยสิ้นเชิง
ในตอนแรกที่เลือกทำBiogasก้ไม่มีเหตุผลอะไรเลย เลือกไปแบบงง เพราะไม่รู้ว่าอยากทำอะไร เเล้วก็ไม่ค่อยอยากทำด้วย
ตอนที่ให้รวบรวมข้อมูลก้ไม่ค่อยอยากจะทำเท่าไหร่
เเต่ในอาทิดที่ผ่านมานี้ฉันสนุกกับการทำงานมาก ได้พบได้เจออะไรใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้คนใหม่ๆที่ไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกัน
ฉันมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานมากขึ้น เพราะเมื่อได้ลองไปหาข้อมูลเเล้วก็อยากที่จะทำให้สำเร็จ ให้เห็นผลที่ออกมาน่าพอใจ เเละรู้สึกว่าการทำงานที่ต้องทำต่อเนื่องกันเเบบนี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังได้ฝึกการเปิดความคิดรับฟังข้อมูลที่เพื่อนๆเอามาแชร์กันอีกด้วย
ในอาทิตย์นี้ พวกเราได้ไปสัมผัสกับความรู้สึกที่อยากจะช่วยรักษาโลกใบนี้ไว้ของคนหลายคน
เลยทำให้ฉันมีความรุ้สึกว่าอยากทำโปรเจคนี้ให้สำเร็จให้ได้ เพื่อที่จะได้มีส่วนในการช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองอีกด้วย เป็นความรู้สึกที่อยากจะให้ตัวเองมีไปตลอดโปรเจค เพื่อที่จะได้ไม่ท้อถอยเวลาเจออุปสรรคอะไรก็ตาม
สุดท้ายนี้ ถึงเเม้ว่างานในอาทิตย์นี้จะไม่ได้ออกมาตามเป้าหมายเเต่ฉันก็ภูมิใจว่าพวกเราได้ทำอย่างถึงที่สุดเเล้ว ไม่มีใครสักคนที่อิดออดเมื่อถึงเวลาทำงาน เเละเราก็ได้อะไรหลายๆอย่างมากมาย ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1 อาทิตย์นี้
ในตอนแรกที่เลือกทำBiogasก้ไม่มีเหตุผลอะไรเลย เลือกไปแบบงง เพราะไม่รู้ว่าอยากทำอะไร เเล้วก็ไม่ค่อยอยากทำด้วย
ตอนที่ให้รวบรวมข้อมูลก้ไม่ค่อยอยากจะทำเท่าไหร่
เเต่ในอาทิดที่ผ่านมานี้ฉันสนุกกับการทำงานมาก ได้พบได้เจออะไรใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้คนใหม่ๆที่ไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกัน
ฉันมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานมากขึ้น เพราะเมื่อได้ลองไปหาข้อมูลเเล้วก็อยากที่จะทำให้สำเร็จ ให้เห็นผลที่ออกมาน่าพอใจ เเละรู้สึกว่าการทำงานที่ต้องทำต่อเนื่องกันเเบบนี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังได้ฝึกการเปิดความคิดรับฟังข้อมูลที่เพื่อนๆเอามาแชร์กันอีกด้วย
ในอาทิตย์นี้ พวกเราได้ไปสัมผัสกับความรู้สึกที่อยากจะช่วยรักษาโลกใบนี้ไว้ของคนหลายคน
เลยทำให้ฉันมีความรุ้สึกว่าอยากทำโปรเจคนี้ให้สำเร็จให้ได้ เพื่อที่จะได้มีส่วนในการช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองอีกด้วย เป็นความรู้สึกที่อยากจะให้ตัวเองมีไปตลอดโปรเจค เพื่อที่จะได้ไม่ท้อถอยเวลาเจออุปสรรคอะไรก็ตาม
สุดท้ายนี้ ถึงเเม้ว่างานในอาทิตย์นี้จะไม่ได้ออกมาตามเป้าหมายเเต่ฉันก็ภูมิใจว่าพวกเราได้ทำอย่างถึงที่สุดเเล้ว ไม่มีใครสักคนที่อิดออดเมื่อถึงเวลาทำงาน เเละเราก็ได้อะไรหลายๆอย่างมากมาย ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1 อาทิตย์นี้
วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2550
**.....FOOD.....**
คือว่าอย่างที่ป้าเปรี้ยวบอกอ่านะว่า gasที่เราได้ออกมาจากถังนั้นอ่ะมันน้อยเกินไป
เราก็เลยลองๆมาคิดดู
คือ gas 1 ลูกบาศก์เมตร อ่ะนะจะใช้ทามอาหารสำหรับ 1 ครอบครัวได้ 3 มื้อ
เเล้ว 1 ลบ.ม. อ่านะ จะเท่ากับ 1000 ลิตร
เเล้วจากข้อมุลที่เราหามา เค้าบอกว่า gasที่ได้จากถังนั้นอ่ะ (ในกรณีที่การทดลองอยุ่ตัวเเล้วอ่ะนะ)จะได้gasวันละปะมาน 5.8 ลิตร (0.0058 ลบ.ม.)ต่ออาหารที่ใส่ลงไป คือ 1 กก.
จะเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ว่า
gas 0.0058 ลบ.ม. ใช้อาหาร 1 kg.
เราก็เลยลองๆมาคิดดู
คือ gas 1 ลูกบาศก์เมตร อ่ะนะจะใช้ทามอาหารสำหรับ 1 ครอบครัวได้ 3 มื้อ
เเล้ว 1 ลบ.ม. อ่านะ จะเท่ากับ 1000 ลิตร
เเล้วจากข้อมุลที่เราหามา เค้าบอกว่า gasที่ได้จากถังนั้นอ่ะ (ในกรณีที่การทดลองอยุ่ตัวเเล้วอ่ะนะ)จะได้gasวันละปะมาน 5.8 ลิตร (0.0058 ลบ.ม.)ต่ออาหารที่ใส่ลงไป คือ 1 กก.
จะเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ว่า
gas 0.0058 ลบ.ม. ใช้อาหาร 1 kg.
gas 1 ลบ.ม. ใช้อาหาร 1/0.0058 * 1 = 172.42 kg. ต่อวัน
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ETHANOL
การผลิตเอทานอล
กระบวนการผลิตเอทานอล ประกอบด้วย กระบวนการเตรียมวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอล กระบวนการหมัก และการแยกผลิตภัณฑ์เอทานอลและการทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งในขั้นตอบการเตรียมวัตถุดิบนั้น ถ้าเป็นประเภทแป้งหรือเซลลูโลส เช่นมันสำปะหลังและธันยพืช จะต้องนำไปผ่านกระบวนการย่อยแป้งหรือเซลลูโลสให้เป็นน้ำตาลก่อน ด้วยการใช้กรดหรือเอนไซม์ ส่วนวัตถุดิบประเภทน้ำตาลเช่นกากน้ำตาลหรือน้ำอ้อย เมื่อปรับความเข้มข้นให้เหมาะสมแล้วสามารถนำไปหมักได้
ในกระบวนการหมัก จะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ยีสต์ การเลือกใช้ชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับวึตถุดิบที่นำมาหมัก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหมัก ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักคือ เอธิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอลที่มีความเข้มข้นประมาณร้อยละ 8-12 โดยปริมาตร
น้ำหมักที่ได้จากกระบวนการหมัก จะนำมาแยกเอทานอลออกโดยใช้กระบวนการกลั่นลำดับส่วน ซึ่งสามารถแยกเอทานอลให้ได้ความบริสุทธิ์ประมาณร้อยละ 95 โดยปริมาตร จากนั้นจึงเข้าสู่กรรมวิธีในการแยกน้ำโดยการใช้โมเลกูล่าร์ซีพ (molecular sieve separation) เอทานอลที่ความบริสุทธิ์ ร้อยละ 95 จะผ่านเข้าไปในหอดูดซับที่บรรจุตัวดูดซับประเภทซีโอไลต์ โมเลกุลของเอทานอลจะไหลผ่านช่องว่างของซีโอไลต์ออกไปได้ แต่โมเลกุลของน้ำจะถูกดูดซับไว้ ทำให้เอทานอลที่ไหลออกไปมีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 ส่วนซีโอไลต์ที่ดูดซับน้ำไว้จะถูกรีเจนเนอเรตโดยการไล่น้ำออก เอทานอลความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อใช้ในรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินได้
LINK :: http://www.dede.go.th/dede/index.php?id=518
กระบวนการผลิตเอทานอล ประกอบด้วย กระบวนการเตรียมวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอล กระบวนการหมัก และการแยกผลิตภัณฑ์เอทานอลและการทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งในขั้นตอบการเตรียมวัตถุดิบนั้น ถ้าเป็นประเภทแป้งหรือเซลลูโลส เช่นมันสำปะหลังและธันยพืช จะต้องนำไปผ่านกระบวนการย่อยแป้งหรือเซลลูโลสให้เป็นน้ำตาลก่อน ด้วยการใช้กรดหรือเอนไซม์ ส่วนวัตถุดิบประเภทน้ำตาลเช่นกากน้ำตาลหรือน้ำอ้อย เมื่อปรับความเข้มข้นให้เหมาะสมแล้วสามารถนำไปหมักได้
ในกระบวนการหมัก จะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ยีสต์ การเลือกใช้ชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับวึตถุดิบที่นำมาหมัก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหมัก ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักคือ เอธิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอลที่มีความเข้มข้นประมาณร้อยละ 8-12 โดยปริมาตร
น้ำหมักที่ได้จากกระบวนการหมัก จะนำมาแยกเอทานอลออกโดยใช้กระบวนการกลั่นลำดับส่วน ซึ่งสามารถแยกเอทานอลให้ได้ความบริสุทธิ์ประมาณร้อยละ 95 โดยปริมาตร จากนั้นจึงเข้าสู่กรรมวิธีในการแยกน้ำโดยการใช้โมเลกูล่าร์ซีพ (molecular sieve separation) เอทานอลที่ความบริสุทธิ์ ร้อยละ 95 จะผ่านเข้าไปในหอดูดซับที่บรรจุตัวดูดซับประเภทซีโอไลต์ โมเลกุลของเอทานอลจะไหลผ่านช่องว่างของซีโอไลต์ออกไปได้ แต่โมเลกุลของน้ำจะถูกดูดซับไว้ ทำให้เอทานอลที่ไหลออกไปมีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 ส่วนซีโอไลต์ที่ดูดซับน้ำไว้จะถูกรีเจนเนอเรตโดยการไล่น้ำออก เอทานอลความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อใช้ในรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินได้
LINK :: http://www.dede.go.th/dede/index.php?id=518
วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550
แนวทางการดำเนินงาน** ^ ^ **
แนวทางการดำเนินงาน
1. ศึกษาการเกิดก๊าซชีวภาพและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
2. สำรวจแหล่งขยะและวิเคราะห์ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในครัวเรือน
3. ออกแบบและสร้างชุดการทดลอง
4. หมักและบันทึกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการหมัก
5. รวบรวมข้อมูลที่ได้ในช่วงของการหมัก
6. วิเคราะห์ ปริมาณก๊าชชีวภาพเนื่องจากก๊าชที่เกิดขึ้นจากการหมักขยะ
7. รวบรวมข้อมูลทั้งหมดและสรุปผล
link:: http://mis.en.kku.ac.th/mis/administrator/upload/ME20061018164616.pdf
1. ศึกษาการเกิดก๊าซชีวภาพและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
2. สำรวจแหล่งขยะและวิเคราะห์ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในครัวเรือน
3. ออกแบบและสร้างชุดการทดลอง
4. หมักและบันทึกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการหมัก
5. รวบรวมข้อมูลที่ได้ในช่วงของการหมัก
6. วิเคราะห์ ปริมาณก๊าชชีวภาพเนื่องจากก๊าชที่เกิดขึ้นจากการหมักขยะ
7. รวบรวมข้อมูลทั้งหมดและสรุปผล
link:: http://mis.en.kku.ac.th/mis/administrator/upload/ME20061018164616.pdf
สร้างถังหมักก๊าซขนาด 60 ลิตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 34.76 ซม. สูง 52 ซม.
ทำการทดสอบการหมักเศษอาหารโดยเริ่มต้นจากน้ำเชื้อจากมูลสุกร และใส่เศษอาหารเข้าไปในถังหมักวันละ 1 กิโลกรัม
วัดปริมาณก๊าชที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จากการศึกษาพบว่าเศษอาหารในถังหมัก 1 กิโลกรัมสามารถผลิตก๊าชชีวภาพออกมาได้เฉลี่ย 5,800 ลูกบาศก์เซนติเมตร
นำก๊าซที่ได้ไปตรวจสอบองค์ประกอบของก๊าชโดยใช้เครื่อง Gas Chromatograph พบว่าก๊าชชีวภาพมีองค์ประกอบดังนี้คือ ก๊าชมีเทน (CH4) 42.76 %, คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 38.00%, ไนโตรเจน (N2 ) 19.20 % และก๊าชอื่นๆ อีก 0.04 % ซึ่งสามารถนำก๊าชชีวภาพที่ได้นี้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไปได้
ทำการทดสอบการหมักเศษอาหารโดยเริ่มต้นจากน้ำเชื้อจากมูลสุกร และใส่เศษอาหารเข้าไปในถังหมักวันละ 1 กิโลกรัม
วัดปริมาณก๊าชที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จากการศึกษาพบว่าเศษอาหารในถังหมัก 1 กิโลกรัมสามารถผลิตก๊าชชีวภาพออกมาได้เฉลี่ย 5,800 ลูกบาศก์เซนติเมตร
นำก๊าซที่ได้ไปตรวจสอบองค์ประกอบของก๊าชโดยใช้เครื่อง Gas Chromatograph พบว่าก๊าชชีวภาพมีองค์ประกอบดังนี้คือ ก๊าชมีเทน (CH4) 42.76 %, คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 38.00%, ไนโตรเจน (N2 ) 19.20 % และก๊าชอื่นๆ อีก 0.04 % ซึ่งสามารถนำก๊าชชีวภาพที่ได้นี้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไปได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)